ถนนสายภูมิปัญญา ( The Road of Wisdom)
![]() |
| ถึงเวลารื้อฟื้นและภาคภูมิใจกับภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย |
ทุกวันนี้คนไทยหลายคนคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ ทำให้หลายคนไม่มีความภูมิใจในความเป็นไืทย ที่เป็นแบบนี้เพราะทุกวันนี้เราไม่ได้เน้นเรื่องการพัฒนาทางความคิดสร้าง สรรค์หรือนวัตกรรมขึ้นมาเอง ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนไทยเป็นชนชาติที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักนำวิกฤติหรือปัญหามาเป็นแรงผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัต กรรมเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากการต่อยอดจากความคิืดหรือนวัตกรรมที่มี อยู่
ปัญหาที่พบในปัจจุบันก็คือสิ่งที่เรานำมาใช้เป็นฐานความคิดเพื่อต่อยอดนั้น หลาย ๆ สิ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากภายในสังคมหรือชุมชน แต่เป็นการรับมาจากภายนอก จากต่างประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับสังคมและชุมชน ดังนั้นจะเป็นการดีที่เราจะหันกลับมามองดูว่าอะไรเป็นภูมิปัญญา อะไรคือนวัตกรรมที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ของชุมชนท้องถิ่น หรือของสังคม นำสิ่งนี้มารวบรวมให้เห็นเป็นรูปธรรม ให้คนในชุมชนนั้นได้ตระหนักและเรียนรู้ทั้งความสำเร็จและผิดพลาด เพื่อจะได้ใช้เป็นฐานในการพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ หรือต่อยอดความคิดต่อไป
![]() |
| สร้างแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ให้แก่ท้องถิ่น |
วิธีแก้ไขดำเนินการ:
1) ให้แต่ละจังหวัดรวบรวมนวัตกรรม ภูมิปัญญา หรือความคิดสร้างสรรค์ที่เกิดจากท้องถิ่นหรือของจังหวัด ที่เด่น ๆ และเป็นที่รู้จักได้รับการยอมรับ 10 อย่าง เช่น กำแพงเพชร = กล้วยไข่, กระยาสารท, ประเพณีนบพระ เล่นเพลง ฯลฯ ทั้งนี้รวมถึงภูมิปัญญาที่เคยมีแล้วเลือนหายไป แต่สามารถพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ได้2) สร้างเป็นงานประติมากรรม สวย ๆ แนวศิลปะ แอ๊บแสตร๊ค เตะตา (เน้นให้สวยงาม ถาวร อาจจะปรึกษากรมศิลป์ หรือว่าจ้างศิลปินปั้นให้) วางตลอดริมถนนสายหนึ่งไปเลย พร้อมกับป้ายแสดงรายละเอียดของภูมิปัญญาชิ้นนั้น(ไทยและอังกฤษ) ว่ามีประวัติความเป็นมา และพัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร ผ่านปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง ทำไมจึงเหมาะสมกับท้องถิ่นนั้น ๆ และผู้ที่สนใจหรือนักท่องเที่ยวที่อยากเยี่ยมชม จะสามารถไปดูได้ที่ไหน เน้นไปดูแหล่งกำเนิดของภูมิปัญญาจริง ๆ ไม่ใช่ฉากที่จัดขึ้นมา เพราะโครงการนี้เน้นที่การศึกษาเรียนรู้มากกว่าการท่องเที่ยว และตั้งชื่อถนนให้เหมือนกันว่า "ถนนภูมิปัญญา แห่ง ...(ชื่อจังหวัด)..."
3) ในแต่ละีปีอาจมีการพัฒนาเป็นถนนคนเดินหรืองานประจำปีของจังหวัด แหล่งกำเนิดของภูมิปัญญาไหนก็ออกร้าน ในโซนที่ประติมากรรมนั้นตั้งอยู่ เป็นการอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและเกิดการแข่งขันพัฒนาสินค้าระหว่าง ชุมชนที่มีภูมิปัญญาร่วมกัน ในกรณีจังหวัดกำแพงเพชรก็จะเกิดโซนกล้วยไข่ โซนกระยาสารท โซนแสดงประเพณีนบพระ เล่นเพลง เป็นต้น
![]() |
| รื้อฟื้นและอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย |
5) ภายในสามเดือนให้ทุกจังหวัดจัดทำรายชื่อภูมิปัญญาและรายละเอียดและนำเสนอคณะ กรรมการคัดเลือก หลังจากนั้นจะได้รวบรวมไว้เป็นบัญชีรายชื่อ และทำการประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศและขึ้นทะเบียนภูมิปัญญาเป็นสิ่งบ่งชี้ทาง ภูมิศาสตร์ รวมถึงประสานงานกับททท.ด้วยให้บรรจุลงในคู่มือการท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัด ถึงถนนสายภูมิปัญญาของแต่ละจังหวัดเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่าง ประเทศรับรู้
| ส่งเสริมงานศิลปะประเภทประติมากรรม |
6) สร้างประติมากรรมพร้อมรูปนูนต่ำขนาดเท่าเหรียญติดไว้ที่ตัวประติมากรรม แล้วนำไปวางไว้ริมถนน หรือสถานที่ต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ในแนวถนนนั้น เมื่อเสร็จแล้วทำเป็นพ็อคเก็ตบุ๊คลายแทงแจกนักท่องเที่ยว ให้เค้านำดินสอไปขูดรูปนูนต่ำนั้นลงบนสมุด นักท่องเที่ยวก็จะได้เพลิดเพลินจากการสะสมรอยขูดตราสัญลักษณ์นั้นเก็บไว้ เป็นความภูมิใจ ใครสะสมได้ครบ 77 จังหวัดก่อนจะได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตภูมิปัญญาแห่งประเทศไทย (wisdom ambassador) ใครได้ครบทุกจังหวัดภายในภาคเหนือ ก็เป็นทูตภูมิปัญญาภาคเหนือ
7) ในแต่ละปีให้มีการประกวดนวัตกรรมประจำจังหวัด เราจะได้ความคิดสร้างสรรค์หรือภูมิปัญญาใหม่ชนะเลิศ ทั้งหมด 77 ชิ้น (จาก 77 จังหวัด) เพื่อนำมาทำการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยทุกคนและชาวโลกได้รับรู้ว่ามีความคิดดี ๆ หลายอย่าง เกิดขึ้นที่ประเทศไทยทุกปี
![]() |
| กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันพัฒนาภูมิปัญญาใหม่ ๆ |
ผลที่น่าจะเกิดขึ้น:
1) เกิดคลังภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นจากภายในชุมชน เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ตระหนัก เรียนรู้่และได้ต่อยอด
2) พลิกฟื้นชุมชนและทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาเหล่านั้น
3) กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในด้านความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาทางภูมิปัญญา
4) เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ และยังเป็นการเปิดตลาดการท่องเที่ยวเชิงภูมิปัญญา (knowledge tourism) พัฒนาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก
5) เกิดการจ้างงานในชุมชน เกิดสินค้าใหม่
6) ประกาศและป้องกันการจารกรรมทรัพย์สินทางภูมิปัญญาของประเทศ
2) พลิกฟื้นชุมชนและทำให้เกิดความภาคภูมิใจในชุมชน การอนุรักษ์และฟื้นฟูภูมิปัญญาเหล่านั้น
3) กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันในด้านความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาทางภูมิปัญญา
4) เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ และยังเป็นการเปิดตลาดการท่องเที่ยวเชิงภูมิปัญญา (knowledge tourism) พัฒนาท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก
5) เกิดการจ้างงานในชุมชน เกิดสินค้าใหม่
6) ประกาศและป้องกันการจารกรรมทรัพย์สินทางภูมิปัญญาของประเทศ
หมายเหตุ/อื่นๆ:
การวัดผลระยะั้สั้้น : รายชื่อภูมิปัญญาและรายละเอียดของจังหวัด
การวัดผลระยะยาว: จำนวนผู้เยี่ยมเยือนแหล่งกำเินิดแห่งภูมิปัญญา และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นของแต่ละจังหวัด
การวัดผลระยะยาว: จำนวนผู้เยี่ยมเยือนแหล่งกำเินิดแห่งภูมิปัญญา และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นของแต่ละจังหวัด
...........................................................................................................................
วันอาทิตย์คือวันอะไร? ( What day is Sunday?)
![]() |
| จะดีไหมถ้ามีกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันไม่รู้เบื่อ? |
สถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นรากฐานของสังคม แต่ในปัจจุบันความสัมพันธ์หรือคุณภาพเวลาที่สมาชิกในครอบครัวไทยได้ใช้ร่วม กันนั้นลดลงอย่างมาก บางครอบครัวไม่รู้จะทำอะไรในวันอาทิตย์ ก็เลือกที่จะอยู่บ้านเฉย ๆ ปล่อยให้ลูกหลานไปเที่ยวห้าง เที่ยวผับเที่ยวบาร์กับเพื่อน ผู้ปกครองหลายราย มุ่งเน้นเรื่องการทำมาหาเลี้ยงปากท้องจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว ดังนั้นจึงคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวต่าง ๆ ได้ใช้เวลาด้วยกันเพิ่มขึ้น และให้เวลาที่อยู่ด้วยกันเป็นเวลาที่มีคุณภาพมากขึ้่น
วิธีแก้ไขดำเนินการ: ในช่วงแรก ๆ ประกาศให้จัดโครงการ "วันอาทิตย์คือวันอะไร?" ทุกสองสัปดาห์ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เปิดให้เข้าชม และจัดกิจกรรมต่าง ๆ ตามแนวคิดที่ตั้งไว้ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมและให้สถานที่ต่าง ๆ ส่งแผนการจัดงานผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ ไม่ต้องจัดพร้อมกันทีเดียวทั้งหมด อย่างน้อยให้กระจายสถานที่จัดงานให้เหมาะสม ไม่ไกลเกินไป อาจจะอำเภอละหนึ่งแห่ง ถ้าในกรุงเทพฯ อาจจะ สองสามเขตต่อหนึ่งแห่ง เช่นใน"วันอาทิตย์คือวันดูแลสุขภาพ" ครั้งที่ 1 ให้ โรงพยายาลภูมิพลฯ จัดกิจกรรมสำหรับเขตดอนเมือง บางเขน สายไหม, โรงพยาบาลจุฬาฯ จัด กิจกรรมสำหรับเขตบางรัก เขตปทุมวัน เขตราชเทวี เป็นต้น สำหรับหน่วยงานเอกชนสามารถร่วมโครงการได้แต่ต้องให้ครอบครัวได้เข้าร่วมฟรี หรือเสียค่าบริการในราคาพิเศษ เช่นผู้ปกครองเสียค่าเข้าชม แต่บุตรฟรีเมื่อเข้าชม Ocean World ที่ สยาม พารากอน
![]() |
| วันอาทิตย์คือวันชำระจิตใจ |
1) วันอาทิตย์คือวันออกกำลังกาย : สถานที่จัดงาน คือสวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ สนามกีฬา ศูนย์เยาวชน
2) วันอาทิตย์คือวันชำระจิตใจ: สถานที่จัดงาน วัด สถานปฏิบัติธรรม ศาสนสถานของศาสนาต่าง ๆ
3) วันอาทิตย์คือวันอ่านหนังสือ: สถานที่จัดงาน ห้องสมุดชุมชน ห้องสมุดประจำอำเภอ ห้องสมุดประจำจังหวัด
4) วันอาทิตย์คือวันฟังดนตรี: สถานที่จัดงาน สวนสาธารณะ ถนนคนเดิน ห้างสรรพสินค้า
5) วันอาทิตย์คือวันเที่ยวพิพิธภัณฑ์: พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ
6) วันอาทิตย์คือวันแห่งความรู้: สถานศึกษาต่าง ๆ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์
7) วันอาทิตย์คือวันดูแลสุขภาพ: โรงพยาบาลและสถานอนามัยต่าง ๆ
8) วันอาทิตย์คือวันประเพณีไทย: สถานที่สาธารณะต่าง ๆ ห้างสรรพสินค้า โรงละคร
9) วันอาทิตย์คือวันรักษ์สิ่งแวดล้อม: สวนสาธารณะ อุทยานแห่งชาติ ริมแม่น้ำ ลำคลอง ทะเล
10) วันอาทิตย์คือวันเที่ยวเมืองเก่า: โบราณสถาน ย่านชุมชนเก่า พระราชวัง ตลาดน้ำ
11) วันอาทิตย์คือวันเที่ยวสถานที่ราชการ: สถานที่ราชการต่าง ๆ
12) วันอาทิตย์คือวันเที่ยวชมสวนสัตว์: สวนสัตว์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Ocean World สถานเสาวภา โรงเรียนฝึกสอนลิง ปางช้าง
![]() |
| วันอาทิตย์คือวันออกกำลังกาย |
1) เป็นการส่งเสริมให้ครอบครัวต่าง ๆ ได้มีกิจกรรมทำร่วมกันในวันอาทิตย์ เป็นการส่งเสริมความแข็งแกร่งของสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่สุด ของสังคม
2) เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงหน่วยงานรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในบทบาท และการทำงานของหน่วยงานเหล่านั้น และทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีระหว่างเจ้าหน้่าที่รัฐกับและประชาชน
3) เป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ที่อาจถูกลืมเช่นพิพิธภัณฑ์ โรงละครแห่งชาติ หรือย่านชุมชนเก่า
4) ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง จากความรู้ความเข้าใจที่ได้ในกิจกรรม เช่นได้รู้จักการสืบค้นหรือใช้บริการห้องสมุดชุมชน ได้มีความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับความเพลิดเพลิน เป็นต้น
5) กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่น
การวัดผล:
จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งที่เป็นครอบครัวและบุคคลทั่วไป, แบบสำรวจความพึงพอใจของประชาชน และการตอบรับของหน่วยงานรัฐและเอกชน
2) เปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงหน่วยงานรัฐบาลมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจในบทบาท และการทำงานของหน่วยงานเหล่านั้น และทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีระหว่างเจ้าหน้่าที่รัฐกับและประชาชน
3) เป็นการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ที่อาจถูกลืมเช่นพิพิธภัณฑ์ โรงละครแห่งชาติ หรือย่านชุมชนเก่า
4) ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง จากความรู้ความเข้าใจที่ได้ในกิจกรรม เช่นได้รู้จักการสืบค้นหรือใช้บริการห้องสมุดชุมชน ได้มีความรู้เรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับความเพลิดเพลิน เป็นต้น
5) กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่น
การวัดผล:
จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งที่เป็นครอบครัวและบุคคลทั่วไป, แบบสำรวจความพึงพอใจของประชาชน และการตอบรับของหน่วยงานรัฐและเอกชน
![]() |
| วันอาทิตย์คือวันท่องเที่ยวเชิงเกษตร |







