คราวก่อนผมได้พูดถึงที่มาของแนวคิดในการดัดแปลงบรรยากาศของโลกเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน คราวนี้มาพูดเรื่องของเทคนิคต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอเพื่อจะใช้ปรับเปลี่ยนบรรยากาศโลกกันบ้างครับ ได้มีผู้เสนอแนวคิดในการกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศโลกที่ค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่เทคนิคชั้นเทพที่อิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ เช่นการโรยผงตะไบเหล็กลงในมหาสมุทรเพื่อกระตุ้นการเติบโตของพืชน้ำขนาดเล็กที่คอยดักจับคอร์บอนไดอ๊อกไซด์ในอากาศ, การดูดน้ำเย็นที่อยู่ลึกลงไปซึ่งมีสารอาหารจำนวนมากเหมาะแก่การเติบโตของสาหร่ายขึ้นมาบนผิวน้ำทะเลชั้นบน เพื่อเร่งการเติบโตของสาหร่ายที่ดักจับคาร์บอนไดอ็อกไซด์ หรือแม้กระทั่งการสร้าง "ต้นโซเดียม" เพื่อดึงคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในอากาศและแปรเป็นโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นต้ัน
นี่ยังไม่รวมแนวคิดสุดโต่งที่ยากจะเป็นไปได้แม้ในนิยายวิทยาศาสตร์๋ เช่นการสกัดกั้นความร้อนจากดวงอาทิตย์, การปล่อยแผ่นดิสก์สะท้อนแสงขนาดเล็กนับล้าน ๆ ชิ้นที่จุดใดจุดหนึ่งระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์(เค้าเรียกกันว่าจุด L1 ครับ), การสร้างเรือผลิตก้อนเมฆที่สามารถสร้างละอองน้ำขนาดมหึมาจากน้ำทะเลให้ลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนป่ารกครึ้มให้เป็นทุ่งหญ้าที่สีสว่าง ๆ เพื่อสะท้อนแสงและลดการดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์
นี่ยังไม่รวมแนวคิดสุดโต่งที่ยากจะเป็นไปได้แม้ในนิยายวิทยาศาสตร์๋ เช่นการสกัดกั้นความร้อนจากดวงอาทิตย์, การปล่อยแผ่นดิสก์สะท้อนแสงขนาดเล็กนับล้าน ๆ ชิ้นที่จุดใดจุดหนึ่งระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์(เค้าเรียกกันว่าจุด L1 ครับ), การสร้างเรือผลิตก้อนเมฆที่สามารถสร้างละอองน้ำขนาดมหึมาจากน้ำทะเลให้ลอยขึ้นไปในชั้นบรรยากาศ หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนป่ารกครึ้มให้เป็นทุ่งหญ้าที่สีสว่าง ๆ เพื่อสะท้อนแสงและลดการดูดซับความร้อนจากดวงอาทิตย์
อย่างไรก็ตามเทคนิคที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนเห็นว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมีของสสารในชั้นบรรยากาศโลก เพื่อที่มนุษย์จะได้ควบคุมอุณหภูมิของโลกได้ตามใจปรารถนา โดยใช้ไอเดียที่ได้จากการระเบิดของภูเขาไฟ ที่ทำให้อนุภาคของก็าซซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์เล็ก ๆ จำนวนมากลอยขึ้นไปปกคลุมชั้นบรรยากาศของโลก และสะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่คล้ายกับสมมติฐานการเกิดของยุคนำ้แข็งและการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์จากฝุ่นที่เกิดจากดางหางพุงชนโลก
จากแนวคิดดังกล่าว โปรเจ็คต่าง ๆ ก็ได้ถูกนำเสนอ แต่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการส่งเครื่องโบอิ้ง 747 ขึ้นไปปล่อยเถ้าซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และการที่จะลดอุณหภูมิของโลกได้ในระดับที่ต้องการนั้น ทุก ๆ 3-4 ปีจะต้องปล่อยซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ในจำนวนที่เท่ากับเท่ากับซัลเฟอร์ไดอ๊อก ไซด์จากการระเบิดของภูเขาไฟพินาตูโบ ซึ่งหมายความว่าเราต้องปล่อยเถ้าซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ในปริมาณเท่ากับเถ้า ซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์จาก"ภูเขาไฟชื่อเรียกยาก"ลูกนั้น ที่ระเบิดในไอซ์แลนด์ในเดือนเมษายน 53 ทุก ๆ สัปดาห์เป็นเวลาหลายทศวรรษ
ฟังแล้วก็เหนื่อยแทนนะครับ ทำไมฝรั่งเค้าถึงไม่คิดว่าการปลูกต้นไม้กันคนละต้นสองต้น จะเป็นทางออกที่ง่ายกว่า ต้นทุนต่ำกว่า ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า ถ้าปลูกและดูแลอย่างจริงจังในเวลาแค่สิบปีก็คงได้ป่าหลายสิบล้านไร่เลย ตอนนี้ขอพักก่อนนะครับ คราวหน้ากลับมาพูดเรื่อง Geo-Engineering กันต่อ
จากแนวคิดดังกล่าว โปรเจ็คต่าง ๆ ก็ได้ถูกนำเสนอ แต่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการส่งเครื่องโบอิ้ง 747 ขึ้นไปปล่อยเถ้าซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และการที่จะลดอุณหภูมิของโลกได้ในระดับที่ต้องการนั้น ทุก ๆ 3-4 ปีจะต้องปล่อยซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ในจำนวนที่เท่ากับเท่ากับซัลเฟอร์ไดอ๊อก ไซด์จากการระเบิดของภูเขาไฟพินาตูโบ ซึ่งหมายความว่าเราต้องปล่อยเถ้าซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์ในปริมาณเท่ากับเถ้า ซัลเฟอร์ไดอ๊อกไซด์จาก"ภูเขาไฟชื่อเรียกยาก"ลูกนั้น ที่ระเบิดในไอซ์แลนด์ในเดือนเมษายน 53 ทุก ๆ สัปดาห์เป็นเวลาหลายทศวรรษ
ฟังแล้วก็เหนื่อยแทนนะครับ ทำไมฝรั่งเค้าถึงไม่คิดว่าการปลูกต้นไม้กันคนละต้นสองต้น จะเป็นทางออกที่ง่ายกว่า ต้นทุนต่ำกว่า ปลอดภัยและยั่งยืนกว่า ถ้าปลูกและดูแลอย่างจริงจังในเวลาแค่สิบปีก็คงได้ป่าหลายสิบล้านไร่เลย ตอนนี้ขอพักก่อนนะครับ คราวหน้ากลับมาพูดเรื่อง Geo-Engineering กันต่อ


No comments:
Post a Comment